
วันเสาร์ที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2552
วันอังคารที่ 13 มกราคม พ.ศ. 2552
วันจันทร์ที่ 12 มกราคม พ.ศ. 2552
ศีลธรรม ข้อคิดจากซีเอสไอ
แม้เป็นเรื่องแต่งเรื่องสมมุติ แต่ในขั้นตอนการพิสูจน์หลักฐานต่างๆ อย่างถี่ถ้วน ด้วยความละเอียด รอบครอบ ทั้งเส้นผม รอยเลือด การคาดคะเนอย่างมีเหตุผล ฯ ที่สำคัญก็คือความจริงใจในการหาข้อสรุปที่เป็นข้อเท็จจริง โดยส่วนตัวผมมีความรู้สึกว่าโอกาสที่เราจะเห็นบอลไทยไปบอลโลกนั้นยังมีมากกว่าที่จะเห็นตำรวจไทยทำหน้าที่ได้สัก 10% ของทีมซีเอสไอเสียอีก ในตอน Fannysmackin นี้ว่ากันถึงเรื่องราวของกลุ่มวัยรุ่นแต่งชุดแฟนซีกลุ่มหนึ่งที่ออกตระเวนรุมกระทืบทำร้ายร่างกายชาวต่างถิ่นทั้งที่เป็นนักท่องเที่ยวและคนที่เข้ามาทำมาหากินกระทั่งตายและเจ็บหลายคน ประเด็นที่สำคัญที่ผมชอบในตอนนี้ไม่ได้เกี่ยวกับความสนุกสนานตื่นเต้นต่อการพิสูจน์หลักฐานหาตัวกลุ่มคนร้าย หรือกรณีที่หนึ่งในทีมนิติวิทยาศาสตร์อย่าง "เกร็ก แซนเดอร์ส" ได้ขับรถพุ่งเข้าชนวัยรุ่นคนหนึ่งจนเสียชีวิตอย่างไม่ตั้งใจเพราะต้องการช่วยเหยื่อเคราะห์ร้ายคนหนึ่ง ส่งผลให้เขาต้องถูกฟ้องร้องในข้อหาฆาตรกรรม(จริงๆ ประเด็นนี้ก็สนุกครับ เอาไว้วันหลังถ้าไม่ลืมจะมาเล่าสู่กันฟัง) ที่น่าสนใจก็คือเรื่องที่ว่า เด็กพวกนี้ทำเรื่องดังกล่าวเพราะอะไร? พวกเขาไม่ใช่เด็กมีปัญหา ไม่ติดยา ที่สำคัญแต่ละคนมีความรู้ มีการศึกษา ร่ำเรียนในโรงเรียนดีๆ และมีคะแนนสูง "ผมไม่อยากเชื่อ พวกเขาโตแล้ว พวกเขาทำไปได้อย่างไร ทั้งๆ ที่รู้ว่ามันเป็นเรื่องที่ผิด มันเป็นเรื่องที่เลวร้ายแท้ๆ ถ้าผมมีลูกผมจะไม่ปล่อยให้พวกเขาทำอย่างนี้แน่นอน" หนึ่งในทีมซีเอสไอพูดขึ้นมา ขณะที่อีกคนหนึ่งกล่าวในทำนองที่ว่า "มันเป็นเรื่องยากที่จะหาคำตอบ เพราะบางทีศีลธรรมมันก็เป็นได้เพียงแค่เข็มทิศที่ชี้ให้เห็นว่าด้านไหนดี ด้านไหนเลว...แต่มันก็ไม่สามารถจะไปบังคับให้คนที่ถือมันอยู่เดินได้"
วันเสาร์ที่ 10 มกราคม พ.ศ. 2552
วันพฤหัสบดีที่ 8 มกราคม พ.ศ. 2552
การลงทุนมีความเสี่ยง ต้องกล้าcut อย่ากลัวขาดทุน เล็กๆน้อยๆ
มหาเศรษฐีเยอรมันอันดับ 5 ปลิดชีพ ขาดทุนอื้อเก็งผิดหุ้นโฟล์กสวาเกนเอเจนซี
- อดอล์ฟ เมอร์คเคิล มหาเศรษฐีอันดับ 5 ของเยอรมนี และเป็นเศรษฐีอันดับ 94 ของโลก วัย 74 ปี ตัดสินใจฆ่าตัวตายด้วยการกระโดดให้รถไฟชน ในบริเวณใกล้กับเมืองบลอบิวเรน ของเยอรมนี เมื่อคืนวันจันทร์ (5/1/52) คาดหมายกันว่า เป็นเพราะเขาผิดหวังกับการขาดทุนมหาศาล จากการเก็งกำไรซื้อหุ้นโฟล์กสวาเกนอย่างผิดพลาด “ความผิดหวังต่อสถานการณ์อันย่ำแย่ของบริษัท ซึ่งได้รับผลกระทบจากวิกฤตการณ์ทางการเงิน รวมทั้งความผันผวนไม่แน่นอนในช่วงสองสามสัปดาห์ที่ผ่านมา และการที่เขาไม่มีอำนาจที่จะแก้ปัญหาอะไรได้ ทำให้เขาซึ่งเป็นผู้ประกอบการธุรกิจครอบครัวรู้สึกสูญเสียอย่างรุนแรงและตัดสินปลิดชีพตนเอง” แถลงการณ์ของครอบครัวเมอร์คเคิล ระบุถึงสาเหตุการฆ่าตัวตายในวันอังคาร (6) ขณะที่ทีมอัยการของรัฐจากเมืองอูล์มทางตอนใต้ของเยอรมนี ระบุว่า ในวันจันทร์ เมอร์คเคิลออกจากที่ทำงานไปและต่อมาก็มีผู้พบว่าเขาเสียชีวิต เพราะถูกรถไฟชนใกล้ๆ กับเมืองบลอบิวเรน โดยเขาได้ทิ้งข้อความลาตายให้กับครอบครัวด้วย ส่วนในการสืบสวนก็ไม่พบว่ามีบุคคลอื่นเกี่ยวข้องกับการตายของเมอร์คเคิลแต่อย่างใด เมอร์คเคิล เป็นเศรษฐีที่ไม่ชอบปรากฏตัวเป็นข่าวตามสื่อต่างๆ เขาเป็นคุณพ่อลูกสี่ ซึ่งได้รับช่วงมรดกมาจากปู่ผู้มีเชื้อสายโบฮีเมียน แต่เมอร์คเคิลก็เป็นผู้สร้างธุรกิจค้าส่งเคมีภัณฑ์และขยับขึ้นมาเป็นผู้ค้าส่งยารายใหญ่ที่สุดของเยอรมนีด้วย โดยในปี 2008 นิตยสารฟอร์บส์ยังได้จัดอันดับให้เขาเป็นมหาเศรษฐีร่ำรวยอันดับ 94 ของโลก และอันดับ 5 ของเยอรมนี เมอร์คเคิล ชอบเล่นสกีและเป็นนักไต่เขา เขามีกิจการที่กว้างขวางใหญ่โตโดยเป็นกลุ่มธุรกิจที่มีพนักงานมากมายถึงราว 100,000 คน และมียอดขายสูงถึง 30,000 ล้านยูโร (40,450 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ) ต่อปี ครอบครัวของเขาควบคุมธุรกิจสำคัญๆ ของเยอรมนีเป็นจำนวนมาก ซึ่งรวมทั้งกิจการผลิตซีเมนต์ “ไฮเดลเบอร์กซีเมนต์” และบริษัทยา “เรโชฟาร์ม” ด้วย ทว่า เมื่อปีที่แล้วอาณาจักรธุรกิจของเขาต้องสะเทือนครั้งใหญ่ จากการตัดสินใจเสี่ยงลงทุนผิดพลาด โดย เมอร์คเคิล ต้องเสียเงินจำนวนมาก เมื่อไปเดิมพันถือหุ้นกิจการโฟล์กสวาเกนในข้างที่ไม่ถูกต้อง แล้วพอต่อมาบริษัท ปอร์เช่ ประกาศจะเข้าเทกโอเวอร์ โฟล์ก ซึ่งสร้างความฮือฮาทำให้ราคาหุ้นของโฟล์กอย่างแรง ทำให้พวกที่ทำช็อตเซลล์ ต้องหันมาไล่ซื้อหุ้นตัวนี้จากตลาดด้วยราคาแพงลิบ แหล่งข่าวในวงการธนาคารหลายราย เผยว่า ครอบครัวเมอร์คเคิลต้องประสบการขาดทุนไปหลายร้อยล้านยูโรจากการลงทุนด้านต่างๆ และลำพังส่วนที่เกิดจากการซื้อหุ้นโฟล์กเพียงอย่างเดียวก็สูงถึงราว 400 ล้านยูโรแล้ว นับแต่นั้น ครอบครัวเมอร์คเคิล ได้พยายามเจราจากับธนาคารหลายแห่งอยู่นานหลายสัปดาห์เพื่อขอปรับโครงสร้างเงินกู้ แต่ก็ยังไม่สำเร็จ จนกระทั่งเมอร์คเคิลตัดสินใจลาโลกในที่สุด อย่างไรก็ตาม ทางธนาคารก็ได้แจ้งในวันอังคาร ว่า การเสียชีวิตของเมอร์คเคิลนั้นไม่มีผลต่อข้อตกลงการกู้ยืมเงินระหว่างธนาคาร กับครอบครัวเมอร์คเคิล แต่อย่างใด ขณะที่ราคาหุ้นของกิจการการไฮเดลเบอร์กซีเมนต์ ก็ร่วงลงถึง 12.5 เปอร์เซ็นต์ เมื่อมีข่าวการเสียชีวิตของเมอร์คเคิล ก่อนจะปิดตลาดโดยปรับตัวลดลง 6.2 เปอร์เซ็นต์ “พวกนักลงทุนหวั่นเกรงว่า จะไม่มีใครเป็นผู้นำการเจรจาต่อรองกับธนาคารในช่วงที่สถานการณ์ของบริษัทกำลังย่ำแย่ขณะนี้” นักค้าในตลาดแฟรงก์เฟิร์ตรายหนึ่งให้ความเห็น ส่วนนักจิตวิทยาและผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิต กล่าวว่า วิกฤตการณ์การเงินครั้งนี้ คงทำให้อัตราการฆ่าตัวตายเพิ่มสูงขึ้นอีก ทั้งนี้ เมื่อเดือนที่แล้ว เทียรี มากอง เดอ ลา วิลล์ฮูเชต์ ชาวฝรั่งเศสวัย 65 ปี ผู้ร่วมก่อตั้งบริษัทบริหารจัดการสินทรัพย์ “แอคเซส อินเตอร์เนชันแนล” ก็เสียชีวิตในสำนักงานของเขาที่นิวยอร์ก โดยมีรายงานว่าเขาถูก เบอร์นาร์ด แมดอฟฟ์ อดีตประธานตลาดหลักทรัพย์แนสแดก หลอกลวงให้ไปลงทุน แล้วมันกลับกลายเป็น “แชร์ลูกโซ่” ทำให้ วิลล์ฮูเชต์ ต้องสูญเสียเงินของลูกค้าของเขาไปถึง 1,400 ล้านดอลลาร์ และเมื่อไม่สามารถหาเงินมาใช้คืนให้ได้ เขาจึงตัดสินใจฆ่าตัวตายด้วยการกรีดข้อมือตนเอง
รายนี้ไม่ใช้ไม่ cut ครับ แต่รายนี้เค้าดันไป short หุ้น แล้วบริษัท ปอร์เช่ ประกาศจะเข้าเทกโอเวอร์ โฟล์ก เลยทำให้หุ้นขึ้น เค้า short ไว้เลยขาดทุนยับเยินครับ ข่าวประมาณนั้นครับ
ตอนนั้น Volkswagen ในเยอรมัน สองวันขึ้นห้าเท่าตัวครับ
- อดอล์ฟ เมอร์คเคิล มหาเศรษฐีอันดับ 5 ของเยอรมนี และเป็นเศรษฐีอันดับ 94 ของโลก วัย 74 ปี ตัดสินใจฆ่าตัวตายด้วยการกระโดดให้รถไฟชน ในบริเวณใกล้กับเมืองบลอบิวเรน ของเยอรมนี เมื่อคืนวันจันทร์ (5/1/52) คาดหมายกันว่า เป็นเพราะเขาผิดหวังกับการขาดทุนมหาศาล จากการเก็งกำไรซื้อหุ้นโฟล์กสวาเกนอย่างผิดพลาด “ความผิดหวังต่อสถานการณ์อันย่ำแย่ของบริษัท ซึ่งได้รับผลกระทบจากวิกฤตการณ์ทางการเงิน รวมทั้งความผันผวนไม่แน่นอนในช่วงสองสามสัปดาห์ที่ผ่านมา และการที่เขาไม่มีอำนาจที่จะแก้ปัญหาอะไรได้ ทำให้เขาซึ่งเป็นผู้ประกอบการธุรกิจครอบครัวรู้สึกสูญเสียอย่างรุนแรงและตัดสินปลิดชีพตนเอง” แถลงการณ์ของครอบครัวเมอร์คเคิล ระบุถึงสาเหตุการฆ่าตัวตายในวันอังคาร (6) ขณะที่ทีมอัยการของรัฐจากเมืองอูล์มทางตอนใต้ของเยอรมนี ระบุว่า ในวันจันทร์ เมอร์คเคิลออกจากที่ทำงานไปและต่อมาก็มีผู้พบว่าเขาเสียชีวิต เพราะถูกรถไฟชนใกล้ๆ กับเมืองบลอบิวเรน โดยเขาได้ทิ้งข้อความลาตายให้กับครอบครัวด้วย ส่วนในการสืบสวนก็ไม่พบว่ามีบุคคลอื่นเกี่ยวข้องกับการตายของเมอร์คเคิลแต่อย่างใด เมอร์คเคิล เป็นเศรษฐีที่ไม่ชอบปรากฏตัวเป็นข่าวตามสื่อต่างๆ เขาเป็นคุณพ่อลูกสี่ ซึ่งได้รับช่วงมรดกมาจากปู่ผู้มีเชื้อสายโบฮีเมียน แต่เมอร์คเคิลก็เป็นผู้สร้างธุรกิจค้าส่งเคมีภัณฑ์และขยับขึ้นมาเป็นผู้ค้าส่งยารายใหญ่ที่สุดของเยอรมนีด้วย โดยในปี 2008 นิตยสารฟอร์บส์ยังได้จัดอันดับให้เขาเป็นมหาเศรษฐีร่ำรวยอันดับ 94 ของโลก และอันดับ 5 ของเยอรมนี เมอร์คเคิล ชอบเล่นสกีและเป็นนักไต่เขา เขามีกิจการที่กว้างขวางใหญ่โตโดยเป็นกลุ่มธุรกิจที่มีพนักงานมากมายถึงราว 100,000 คน และมียอดขายสูงถึง 30,000 ล้านยูโร (40,450 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ) ต่อปี ครอบครัวของเขาควบคุมธุรกิจสำคัญๆ ของเยอรมนีเป็นจำนวนมาก ซึ่งรวมทั้งกิจการผลิตซีเมนต์ “ไฮเดลเบอร์กซีเมนต์” และบริษัทยา “เรโชฟาร์ม” ด้วย ทว่า เมื่อปีที่แล้วอาณาจักรธุรกิจของเขาต้องสะเทือนครั้งใหญ่ จากการตัดสินใจเสี่ยงลงทุนผิดพลาด โดย เมอร์คเคิล ต้องเสียเงินจำนวนมาก เมื่อไปเดิมพันถือหุ้นกิจการโฟล์กสวาเกนในข้างที่ไม่ถูกต้อง แล้วพอต่อมาบริษัท ปอร์เช่ ประกาศจะเข้าเทกโอเวอร์ โฟล์ก ซึ่งสร้างความฮือฮาทำให้ราคาหุ้นของโฟล์กอย่างแรง ทำให้พวกที่ทำช็อตเซลล์ ต้องหันมาไล่ซื้อหุ้นตัวนี้จากตลาดด้วยราคาแพงลิบ แหล่งข่าวในวงการธนาคารหลายราย เผยว่า ครอบครัวเมอร์คเคิลต้องประสบการขาดทุนไปหลายร้อยล้านยูโรจากการลงทุนด้านต่างๆ และลำพังส่วนที่เกิดจากการซื้อหุ้นโฟล์กเพียงอย่างเดียวก็สูงถึงราว 400 ล้านยูโรแล้ว นับแต่นั้น ครอบครัวเมอร์คเคิล ได้พยายามเจราจากับธนาคารหลายแห่งอยู่นานหลายสัปดาห์เพื่อขอปรับโครงสร้างเงินกู้ แต่ก็ยังไม่สำเร็จ จนกระทั่งเมอร์คเคิลตัดสินใจลาโลกในที่สุด อย่างไรก็ตาม ทางธนาคารก็ได้แจ้งในวันอังคาร ว่า การเสียชีวิตของเมอร์คเคิลนั้นไม่มีผลต่อข้อตกลงการกู้ยืมเงินระหว่างธนาคาร กับครอบครัวเมอร์คเคิล แต่อย่างใด ขณะที่ราคาหุ้นของกิจการการไฮเดลเบอร์กซีเมนต์ ก็ร่วงลงถึง 12.5 เปอร์เซ็นต์ เมื่อมีข่าวการเสียชีวิตของเมอร์คเคิล ก่อนจะปิดตลาดโดยปรับตัวลดลง 6.2 เปอร์เซ็นต์ “พวกนักลงทุนหวั่นเกรงว่า จะไม่มีใครเป็นผู้นำการเจรจาต่อรองกับธนาคารในช่วงที่สถานการณ์ของบริษัทกำลังย่ำแย่ขณะนี้” นักค้าในตลาดแฟรงก์เฟิร์ตรายหนึ่งให้ความเห็น ส่วนนักจิตวิทยาและผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิต กล่าวว่า วิกฤตการณ์การเงินครั้งนี้ คงทำให้อัตราการฆ่าตัวตายเพิ่มสูงขึ้นอีก ทั้งนี้ เมื่อเดือนที่แล้ว เทียรี มากอง เดอ ลา วิลล์ฮูเชต์ ชาวฝรั่งเศสวัย 65 ปี ผู้ร่วมก่อตั้งบริษัทบริหารจัดการสินทรัพย์ “แอคเซส อินเตอร์เนชันแนล” ก็เสียชีวิตในสำนักงานของเขาที่นิวยอร์ก โดยมีรายงานว่าเขาถูก เบอร์นาร์ด แมดอฟฟ์ อดีตประธานตลาดหลักทรัพย์แนสแดก หลอกลวงให้ไปลงทุน แล้วมันกลับกลายเป็น “แชร์ลูกโซ่” ทำให้ วิลล์ฮูเชต์ ต้องสูญเสียเงินของลูกค้าของเขาไปถึง 1,400 ล้านดอลลาร์ และเมื่อไม่สามารถหาเงินมาใช้คืนให้ได้ เขาจึงตัดสินใจฆ่าตัวตายด้วยการกรีดข้อมือตนเอง
รายนี้ไม่ใช้ไม่ cut ครับ แต่รายนี้เค้าดันไป short หุ้น แล้วบริษัท ปอร์เช่ ประกาศจะเข้าเทกโอเวอร์ โฟล์ก เลยทำให้หุ้นขึ้น เค้า short ไว้เลยขาดทุนยับเยินครับ ข่าวประมาณนั้นครับ
ตอนนั้น Volkswagen ในเยอรมัน สองวันขึ้นห้าเท่าตัวครับ
วันพุธที่ 7 มกราคม พ.ศ. 2552
ใช้ทฤษฎีเกมส์อธิบาย Web 2.0
ไม่ทราบว่ามีใครบ้างมั้ยครับที่ไม่รู้จักทฤษฎีเกม? ถ้าอยากรู้จักทฤษฎีเกมให้ลึกซึ้ง ผมขอแนะนำให้ไปบล็อกของท่านสุมาอี้ครับ รายนั้นเป็นกูรูทฤษฎีเกมระดับประเทศไทย ดังนั้นจึงสามารถอธิบายทฤษฎีเกมได้ดีกว่าผมหลายสิบเท่าเชียวแหล่ะ
สำหรับคนที่ไม่รู้ ขออธิบายอย่างย่นย่อว่า ทฤษฎีเกมเป็นทฤษฎีซึ่งใช้อธิบายผลประโยชน์ครับ ใช้เพื่ออธิบายจุดสมดุลแห่งผลประโยชน์ที่เราพึงจะได้ โดยตัดสินจากการเลือกของเรา และจากการเลือกของอีกฝ่ายหนึ่ง
ผมเห็นว่าเมืองไทยเริ่มมีกระแส Web 2.0 เข้ามามากขึ้น เห็นได้จากการที่ใคร ๆ เริ่มทำเว็บแบบ Web 2.0 ซึ่งนิยามของ Web 2.0 ที่ใคร ๆ ก็รู้ก็คือ การเปิดให้ใคร ๆ เข้ามามีส่วนร่วมกับเว็บได้ โดยการเปิดให้ช่วย ๆ กันสร้างเนื้อหาให้กับเว็บ ซึ่งดู ๆ แล้วมันก็สอดคล้องกับหัวข้อระบบเปิดที่ผมเคยเขียนเอาไว้นานแล้วเหมือนกัน
ทีนี้ผมก็เลยเอาส่วนหนึ่งของทฤษฎีเกมมาใช้ในการอธิบาย Web 2.0 ครับ
เกม" src="http://www.peetai.com/wp-content/uploads/2007/07/game_theory.jpg" />
จากภาพจะเห็นตารางอธิบายผลประโยชน์ที่จะได้รับระหว่าง “เจ้าของเว็บ” กับ “คุณ”
ผมจะสมมติว่าเจ้าของเว็บสร้างเว็บแบบ social bookmarking แล้วคุณคือใครซักคน ที่อยากจะโปรโมตเว็บหรือบล็อกของตัวเองผ่าน social bookmarking ดังกล่าว
สิ่งที่เจ้าของเว็บจะทำได้ก็คือการ “รับ” หรือ “ไม่รับ” การ bookmarking ของคุณ ในขณะที่สิ่งที่คุณจะทำได้ก็คือการ “สร้าง” หรือ “ไม่สร้าง” bookmarking ของคุณลงไปในเว็บดังกล่าว
จากตารางจะเห็นว่า ถ้ามองในด้านของคุณ จะเป็นดังนี้
ถ้าคุณ “สร้าง” เนื้อหา แล้วเจ้าของเว็บยอม “รับ” เนื้อหาของคุณ, คุณก็จะได้ traffic เพิ่ม 10%
ถ้าคุณ “สร้าง” เนื้อหา แล้วเจ้าของเว็บ “ไม่รับ” เนื้อหาของคุณ, คุณจะไม่ได้ traffic เพิ่มเลย
ถ้าคุณ “ไม่สร้าง” เนื้อหา แล้วเจ้าของเว็บยอม “รับ” เนื้อหาของคุณ, คุณก็จะไม่ได้ traffic เพิ่มอยู่ดี และ
ถ้าคุณ “ไม่สร้าง” เนื้อหา แล้วเจ้าของเว็บก็ “ไม่รับ” เนื้อหาของคุณ, คุณยิ่งไม่ได้ traffic เพิ่มไปใหญ่
ทีนี้ลองมองในด้านของเจ้าของเว็บบ้างดีกว่า
ถ้าเจ้าของเว็บ “รับ” เนื้อหาของคุณ แล้วคุณก็ “สร้าง” เนื้อหา, เจ้าของเว็บจะได้ traffic เพิ่ม 40%
ถ้าเจ้าของเว็บ “รับ” เนื้อหาของคุณ แต่คุณดัน “ไม่สร้าง” เนื้อหา, เจ้าของเว็บก็ยังได้ traffic เพิ่ม 20% อยู่ดี เพราะคุณ “ไม่สร้าง” คนอื่นก็ยัง “สร้าง”
ถ้าเจ้าของเว็บ “ไม่รับ” เนื้อหาของคุณ แล้วคุณก็ “สร้าง” เนื้อหา, เจ้าของเว็บก็ไม่สน เพราะยังได้ traffic เพิ่ม 20% จากการที่คนอื่น “สร้าง” เนื้อหา และ
ถ้าเจ้าของเว็บ “ไม่รับ” ส่วนคุณก็ “ไม่สร้าง”, เจ้าของเว็บก็ยังได้ traffic เพิ่ม 20% อยู่ดี
ดูจากตารางและก็เงื่อนไขแล้ว จะเห็นว่าจุดที่ผลประโยชน์สูงสุดที่ทั้งสองฝ่ายพึงได้รับก็คือ การที่เจ้าของเว็บเลือกที่จะรับเนื้อหาของคุณ ในขณะที่คุณเองก็ยอมที่จะสร้างเนื้อหาลงในเว็บดังกล่าว
จุดที่เป็นประเด็นก็คือการที่คุณยอมเหนื่อยแรงสร้างเนื้อหาลงในเว็บดังกล่าว แล้วคุณได้รับผลตอบแทนเป็น traffic ที่เพิ่มขึ้น 10% ในขณะที่เจ้าของเว็บยอมรับเนื้อหาของคุณแล้วได้ traffic เพิ่มให้กับเว็บตัวเองถึง 40% … ดูแล้วเหมือนมันไม่ยุติธรรมใช่มั้ย?
อือม มันช่วยไม่ได้แฮะ เพราะโดยหลักของทฤษฎีเกมได้บอกไว้ว่า เราต้องเลือกผลประโยชน์ที่มากที่สุดที่เราพึงได้ โดยไม่จำเป็นว่าสิ่งที่เราเลือกนั้น จะไปสร้างผลประโยชน์มหาศาลให้อีกฝ่ายหนึ่งเพียงใดครับ
ป.ล. ถ้าเราไม่อยากเสียเปรียบล่ะก็ วิธีง่าย ๆ ครับ เราก็เป็นเจ้าของเว็บแบบ Web 2.0 ซะเลยไง๊ อิ อิ
Technorati Tags: ทฤษฎีเกม, web 2.0, social bookmarking, เว็บไซต์, ระบบเปิด, คอมพิวเตอร์
สำหรับคนที่ไม่รู้ ขออธิบายอย่างย่นย่อว่า ทฤษฎีเกมเป็นทฤษฎีซึ่งใช้อธิบายผลประโยชน์ครับ ใช้เพื่ออธิบายจุดสมดุลแห่งผลประโยชน์ที่เราพึงจะได้ โดยตัดสินจากการเลือกของเรา และจากการเลือกของอีกฝ่ายหนึ่ง
ผมเห็นว่าเมืองไทยเริ่มมีกระแส Web 2.0 เข้ามามากขึ้น เห็นได้จากการที่ใคร ๆ เริ่มทำเว็บแบบ Web 2.0 ซึ่งนิยามของ Web 2.0 ที่ใคร ๆ ก็รู้ก็คือ การเปิดให้ใคร ๆ เข้ามามีส่วนร่วมกับเว็บได้ โดยการเปิดให้ช่วย ๆ กันสร้างเนื้อหาให้กับเว็บ ซึ่งดู ๆ แล้วมันก็สอดคล้องกับหัวข้อระบบเปิดที่ผมเคยเขียนเอาไว้นานแล้วเหมือนกัน
ทีนี้ผมก็เลยเอาส่วนหนึ่งของทฤษฎีเกมมาใช้ในการอธิบาย Web 2.0 ครับ
เกม" src="http://www.peetai.com/wp-content/uploads/2007/07/game_theory.jpg" />
จากภาพจะเห็นตารางอธิบายผลประโยชน์ที่จะได้รับระหว่าง “เจ้าของเว็บ” กับ “คุณ”
ผมจะสมมติว่าเจ้าของเว็บสร้างเว็บแบบ social bookmarking แล้วคุณคือใครซักคน ที่อยากจะโปรโมตเว็บหรือบล็อกของตัวเองผ่าน social bookmarking ดังกล่าว
สิ่งที่เจ้าของเว็บจะทำได้ก็คือการ “รับ” หรือ “ไม่รับ” การ bookmarking ของคุณ ในขณะที่สิ่งที่คุณจะทำได้ก็คือการ “สร้าง” หรือ “ไม่สร้าง” bookmarking ของคุณลงไปในเว็บดังกล่าว
จากตารางจะเห็นว่า ถ้ามองในด้านของคุณ จะเป็นดังนี้
ถ้าคุณ “สร้าง” เนื้อหา แล้วเจ้าของเว็บยอม “รับ” เนื้อหาของคุณ, คุณก็จะได้ traffic เพิ่ม 10%
ถ้าคุณ “สร้าง” เนื้อหา แล้วเจ้าของเว็บ “ไม่รับ” เนื้อหาของคุณ, คุณจะไม่ได้ traffic เพิ่มเลย
ถ้าคุณ “ไม่สร้าง” เนื้อหา แล้วเจ้าของเว็บยอม “รับ” เนื้อหาของคุณ, คุณก็จะไม่ได้ traffic เพิ่มอยู่ดี และ
ถ้าคุณ “ไม่สร้าง” เนื้อหา แล้วเจ้าของเว็บก็ “ไม่รับ” เนื้อหาของคุณ, คุณยิ่งไม่ได้ traffic เพิ่มไปใหญ่
ทีนี้ลองมองในด้านของเจ้าของเว็บบ้างดีกว่า
ถ้าเจ้าของเว็บ “รับ” เนื้อหาของคุณ แล้วคุณก็ “สร้าง” เนื้อหา, เจ้าของเว็บจะได้ traffic เพิ่ม 40%
ถ้าเจ้าของเว็บ “รับ” เนื้อหาของคุณ แต่คุณดัน “ไม่สร้าง” เนื้อหา, เจ้าของเว็บก็ยังได้ traffic เพิ่ม 20% อยู่ดี เพราะคุณ “ไม่สร้าง” คนอื่นก็ยัง “สร้าง”
ถ้าเจ้าของเว็บ “ไม่รับ” เนื้อหาของคุณ แล้วคุณก็ “สร้าง” เนื้อหา, เจ้าของเว็บก็ไม่สน เพราะยังได้ traffic เพิ่ม 20% จากการที่คนอื่น “สร้าง” เนื้อหา และ
ถ้าเจ้าของเว็บ “ไม่รับ” ส่วนคุณก็ “ไม่สร้าง”, เจ้าของเว็บก็ยังได้ traffic เพิ่ม 20% อยู่ดี
ดูจากตารางและก็เงื่อนไขแล้ว จะเห็นว่าจุดที่ผลประโยชน์สูงสุดที่ทั้งสองฝ่ายพึงได้รับก็คือ การที่เจ้าของเว็บเลือกที่จะรับเนื้อหาของคุณ ในขณะที่คุณเองก็ยอมที่จะสร้างเนื้อหาลงในเว็บดังกล่าว
จุดที่เป็นประเด็นก็คือการที่คุณยอมเหนื่อยแรงสร้างเนื้อหาลงในเว็บดังกล่าว แล้วคุณได้รับผลตอบแทนเป็น traffic ที่เพิ่มขึ้น 10% ในขณะที่เจ้าของเว็บยอมรับเนื้อหาของคุณแล้วได้ traffic เพิ่มให้กับเว็บตัวเองถึง 40% … ดูแล้วเหมือนมันไม่ยุติธรรมใช่มั้ย?
อือม มันช่วยไม่ได้แฮะ เพราะโดยหลักของทฤษฎีเกมได้บอกไว้ว่า เราต้องเลือกผลประโยชน์ที่มากที่สุดที่เราพึงได้ โดยไม่จำเป็นว่าสิ่งที่เราเลือกนั้น จะไปสร้างผลประโยชน์มหาศาลให้อีกฝ่ายหนึ่งเพียงใดครับ
ป.ล. ถ้าเราไม่อยากเสียเปรียบล่ะก็ วิธีง่าย ๆ ครับ เราก็เป็นเจ้าของเว็บแบบ Web 2.0 ซะเลยไง๊ อิ อิ
Technorati Tags: ทฤษฎีเกม, web 2.0, social bookmarking, เว็บไซต์, ระบบเปิด, คอมพิวเตอร์
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)



